เบอร์ติดต่อ

+668 9834 8155

เวลาทำการ

08:00 - 18:00

อีเมล์

jchoosit@hotmail.com

กระจกเทมเปอร์กับฮีทเตร็งมันแตกต่างกันยังไง.....เน้ออออ....?

กระจกเทมเปอร์ (ที่ผ่านการอบโดยสมบูรณ์) .....จะมีความแข็งแรงกว่ากระจกทั่วไป 3-5 เท่า และทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างทันทีทันใดได้ถึง 170 องศาเซลเซียส ในขณะที่ กระจกฮีทสเตร็ง จะมีความแข็งแรงที่เป็นรองกว่า คือมีความแข็งแรงกว่ากระจกทั่วไป 2 เท่า และทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างทันทีทันใดได้ 70 องศาเซลเซียส
นอกจากในเรื่องความแข็งแรง และการทนต่ออุณหภูมิแล้ว อีกกรณีที่ควรต้องใช้กระจกสองชนิดนี้ก็ คือ เมื่อต้องมีการร้อยสกรูยึดหรือขันกระจก เช่น เมื่อมีการติดตั้งอุปกรณ์ฟิตติ้ง ยึดสไปเดอร์ เป็นต้น เพราะถ้าเรายึดสกรูที่กระจกธรรมดา แล้วขันให้แน่น กระจกมีโอกาสที่จะแตกจากแรงขันได้
***เมื่อสักครู่ใช้ศัพย์ตัวย่อ H/S ลูกค้าหลายท่านอาจไม่คุ้นเคยมาก่อนว่าคืออะไร เพราะโดยปกติแล้วกระจกนิรภัยที่รู้จักกันแพร่หลายคือ เทมเปอร์ TP และลามิเนท LN
H/S ย่อมาจาก
Heat Strengthen Glass****
กระจกฮีตสเตร็งเทน ที่ได้จากกรรมวิธีการผลิตโดยการนำแผ่นกระจกธรรมดาผ่านกระบวนการอบความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 600 - 650 องศาเซลเซียส จากนั้น ผ่านกระบวนการทำให้เนื้อกระจกเย็นลงอย่างช้าๆ โดยใช้ลมเป่าไปยังกระจกทั้ง 2 ด้าน ทำให้ได้กระจกซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษแข็งแกร่งกว่ากระจกธรรมดา 2 เท่า จึงสามารถรับแรงอัดของลมได้ดีกว่ากระจกธรรมดาที่มีความหนาเดียวกัน
คุณสมบัติ:
- แข็งแกร่งกว่ากระจกธรรมดา 2 เท่า สามารถรับแรงอัดของลมได้ดีกว่ากระจกธรรมดาที่มีความหนาเดียวกัน จึงสามารถนำไปใช้ในการติดตั้งกระจกกับโครงสร้างอาคารสูง
- เหมาะสำหรับการป้องกันการแตกของกระจกเนื่องจากความร้อน
- ลักษณะการแตกเหมือนการแตกของกระจกธรรมดา คือ แตกเป็นแผ่นไม่หลุดร่วงลงมา
การใช้งาน:
- สามารถใช้แทนกระจกธรรมดา เพื่อลดความหนาของกระจกลง ใช้กับการติดตั้งกระจกกับโครงสร้างอาคารสูง
- สถานที่ที่ต้องเผชิญกับภาวะที่มีความร้อนสูงกว่าปกติ เช่น บริเวณหน้าคานของอาคาร (Spandrel Area)
- ผนังอาคาร หน้าต่าง ที่มีแรงอัดลมสูง
- ห้องโชว์ ตู้โชว์สินค้า ที่ต้องทนต่อแรงกระแทกในการใช้งาน


จริงๆแล้ว กระจกทั้งสองชนิดจะมีขั้นตอนในการผลิตกระจกเหมือนๆกัน คือนำกระจกโฟลต (Annealed Glass) มาผ่านการอบที่ความร้อนประมาณ 650-700 องศาเซลเซียส จากนั้นจึงทำให้กระจกเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วด้วยการเป่าลมที่ผิวกระจก ซึ่งกระจกทั้งสองชนิดนี้ จะแตกต่างกันก็ตรงที่ความแรงของการเป่าลม ถ้าเราใช้ลมเป่าให้เย็นตัวลงเร็วมากๆ กระจกจะเกิดการอัดแน่นของโมเลกุลที่ผิวกระจกอย่างมาก ทำให้มีค่าความเครียดที่ผิวกระจก (Compressive Stress) ที่ 10,000 PSI ขึ้นไป อันนี้เราจะเรียกได้ว่าเป็น "กระจกเทมเปอร์" โดยสมบูรณ์ (Fully Tempered)
แต่ถ้าลดแรงลมตอนที่เป่าให้กระจกเย็นตัว ก็จะมีผลทำให้กระจกเย็นตัว ช้าลง ความเครียดที่ผิวกระจกก็จะลดหลั่นลงมาตามลำดับ ซึ่งเมื่อผิวกระจกมีค่าความเครียดที่ผิวกระจกระหว่าง 3,500 ถึง 7,500 PSI เราจะเรียกกระจกชนิดนี้ว่า Heat-Strengthened Glass

เอาล่ะค่ะ....ถึงตอนนี้คุณลูกค้าน่าจะมี idea เกี่ยวกับการใช้กระจก Temper และ Heat Strengthened กันไม่มากก็น้อยนะค่ะ...แล้วพบกันใหม่ค่ะ